ข้อคิดเพื่อการออม

November 4, 2008

สมการที่ล้าสมัย  รายรับ – รายจ่าย  =  เงินออม    

·     ใช้ไม่ค่อยได้ผล …คุณจะไม่มีเงินออมสักที …เมื่อก่อน เงินเดือนน้อยกว่า ก็ไม่เหลือออม  พอปัจจุบันเงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ก็ยังไม่มีเงินออมอยู่นั่นเอง เพราะคุณได้เพิ่มตัวเลขรายจ่ายได้เพิ่มขึ้นตามเงินได้ เรียกได้ว่า “ตอนมีน้อยก็จ่ายน้อย และพอมีมากก็จ่ายมาก”

·     บวกกับปัจจุบันมีแผนการตลาดมากมายที่เชิญชวนให้ผู้บริโภคใช้จ่ายเงินกันมากขึ้นและง่ายขึ้น  โดยใช้กลยุทธ์การตลาดต่างๆ เช่น  ซื้อ 1 แถม 1 , ลดราคาถูก/ลดล้างสต๊อก , โฆษณาชวนเชื่อด้วยสรรพคุณสวยหรูจูงใจให้อยากซื้อใช้ , ลูกเล่นใหม่ๆ  หรือเทคโนโลยี , ฯลฯ

·     ซึ่งถ้าเราลองมานั่งลงคิดดูจริงๆ  สินค้าหลายอย่างที่เราเผลอซื้อมาตามกลยุทธ์ของผู้ขายนั้น หลายครั้งก็เป็นสินค้าใกล้หมดอายุ ซื้อมาใช้ไม่ทัน บ้างก็มีอยู่แล้วและยังใช้การได้ดี แต่ก็ยังซื้อๆๆ

·     หลายคนวิ่งไล่ตามกระแสเทคโนโลยีหรือแฟชั่นตลอดเวลา พอมีรุ่นใหม่ออกมา ก็เอาตัวเก่าไป turn ยินดีเพิ่มเงินเพื่อให้ได้ตัวใหม่ ซึ่งไม่ได้มีความจำเป็นเลย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าลองประเมินจริงๆแล้ว หลายคนก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากคุณสมบัติที่มากมายเสียอีก บางคุณสมบัติก็เกินความจำเป็นสำหรับการใช้งานจริงๆของคุณ  อย่างนี้อาจเข้าข่ายเรียกได้ว่า “วิถีชีวิตฟุ่มเฟือยเกินเหตุ”  ดูเหมือนเพิ่มเงินไม่มากนักในแต่ละครั้ง แต่ถ้าเราลองเอาเงินที่จ่ายไปแต่ละครั้งมารวมกัน คุณจะเห็นตัวเลขที่น่าตกใจว่าคุณทุ่มกับสินค้าตัวนั้นมากไปหรือเปล่า? คุณได้ตกเป็นเหยื่อของผู้ขายในเวลาเพียงแค่เสี้ยววินาทีของการตัดสินใจ

·     นี่เป็นเหตุผลของคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยเก็บออมเงินได้สักที ทำให้ต้องทุกข์ใจเมื่อมีความจำเป็นจริงๆเข้ามาในชีวิตที่ต้องใช้เงิน เช่น คนในครอบครัว/ตนเองล้มป่วย , ยามชราไม่มีเรี่ยวแรงทำงาน ไม่มีรายได้ มีแต่รายจ่าย และยิ่งไม่มีเงินออมก็ยิ่งลำบาก

·     สมการนี้ล้มเหลว แม้กับคนในสังคมจำนวนมากที่แม้ทำงานในบริษัทเอกชนที่ได้รับเงินเดือนสูงเป็นหมื่น หรือบางคนก็อาจเป็นแสน  แต่เขาก็ไม่มีเงินออม เพราะเขาเหยียบคันเร่น “รายจ่าย” ไปควบคู่กับ “รายรับ” นั่นเอง

 

เอ…แล้ว…คนมีฐานะปานกลางอย่างเรา สามารถมีเงินออมได้ไหม?

·     เท่าที่ได้รับฟังปัญหาของคนส่วนใหญ่ ไม่มีเงินออม โดยมีเหตุผลเพียงเพื่อทำให้ไม่ต้องฟ้องผิดว่า “เงินเดือนน้อย” 

·     ความจริงแล้ว ถ้าเราคิดดีๆ  คนอย่างเราไม่ได้มีเงินเดือนน้อยจนถึงขั้นขัดสน  แต่เพราะหลายท่านบริหารการเงินไม่เป็น จึงไม่มีเงินให้บริหาร  มีแต่หนี้บริโภคพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

·     ลองคิดดูว่าทำไมแม่ค้าหาบเร่บางคนที่รายได้น้อยกว่าเรา ยังสามารถส่งเสียลูกเรียนจนจบป.ตรีได้  นั่นเป็นเพราะเขาไม่ได้มองว่ารายได้น้อยเพียงอย่างเดียว แต่เขามีความจำเป็นที่ต้องวางแผนเพื่ออนาคตของลูกเขา เขาเรียนรู้ที่จะหักห้ามใจใช้จ่ายเงินเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับรายได้หรือฐานะของตน (ไม่ใช้จ่ายเงินเกินตัว) 

·     ดังนั้น ถ้าท่านเริ่มคิดได้ว่ามีความจำเป็นที่ต้องเก็บออมฯ ท่านก็สามารถทำได้  “เริ่มต้นที่ความคิดของท่านก่อน ถ้าคิดได้เมื่อไหร่ ก็จะทำได้เมื่อนั้น  …แต่อย่าคิดนานซะ จนสายเกินไปนะคะ”

·     ข้าพเจ้าเก็บออมตั้งแต่วัยเด็ก  และเมื่อมาทำงานก็มีเงินเก็บตั้งแต่เดือนแรกที่ทำงาน คำว่าเงินเก็บของข้าพเจ้าในเวลานั้น ก็เริ่มจากเล็กๆ  100 บาท , 200 บาท หรือ 500 บาท ก็เรียกว่าเงินออม  และพอมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น แรกๆก็เพิ่มความเป็นอยู่ให้พอดี ไม่ลำบากมาก เรียกว่า พอเหมาะแล้ว  ต่อมา เมื่อมีเงินเดือนค่อยๆปรับขึ้น ก็ไปเพิ่มที่ “เงินออม”  ไม่ใช่เพิ่มที่ “รายจ่าย” ตลอดทุกเดือน

·     นอกจากข้าพเจ้าแล้ว  ข้าพเจ้าได้รับฟังแผนการบริหารการเงินดีๆของเพื่อนหลายท่านที่รู้จักคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “อารักขา”  ก็มีเงินเก็บออมกันได้ทั้งนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเงินเดือนมากหรือน้อย  แต่สำคัญตรงที่นิสัยการบริโภคใช้จ่ายเงินที่ดีหรือไม่ดีนั่นเอง

·     ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับคนที่ทำงานบริษัทข้างนอกหลายคน รายได้หลายหมื่นบาท แต่ไม่มีเงินเก็บเลยก็มี เสียไปกับค่าภาษีสังคมต่างๆ ยิ่งมีมากก็ยิ่งใช้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว  ดังนั้นเรื่องจำนวนเงินจึงไม่ใช่สาเหตุหลัก

·     นิสัยการเก็บออม เป็นเรื่องที่ต้องฝึก ต้องเริ่มต้น เริ่มเปลี่ยนที่ความคิดของเราก่อน ว่าจริงๆแล้วเรามีเพียงพอ แต่ต้องรู้จักบริหารการใช้จ่ายให้ดี รู้จักที่จะบังคับตนไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือยแทนสิ่งที่จำเป็น หรือพูดง่ายๆก็คือ ไม่เป็นหนี้บริโภค รู้จักคำว่า “พอ”  รู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่มี ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใครหรือไม่มัวแต่วิ่งไล่แฟชั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่ง  เพราะต่อให้ท่านพยายามวิ่งตามกระแสมากเท่าไร ท่านก็กำลังเดินเข้าในวงจร “ความฟุ่มเฟือย” โดยไม่รู้ตัวมากยิ่งขึ้นเท่านั้น  และกำลังใช้เงินเกินตัวไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น

·     ควบคุมรายจ่ายบางตัวที่สูงเกินกำลัง เช่น ค่าเช่าบ้านที่แพงเกินกำลัง ก็อาจหาเพื่อนร่วมห้องมาอยู่เพิ่ม อาจไม่ส่วนตัวเหมือนก่อน แต่ก็มีผลดีหลายอย่างตามมา , คุมค่าอาหารประจำวันให้พอเหมาะ ไม่ใช่ทานอาหารมื้อพิเศษบ่อยๆ  แต่มีให้รางวัลกับตนเองบ้างเป็นโอกาสนานๆทีก็สามารถทำได้บ้างตามสภาพการเงินของเรา  , คุมค่าโทรศัพท์ คุยเท่าที่จำเป็น ไม่พร่ำเพรื่อ , การใช้งบซื้อเสื้อผ้า/เครื่องแต่งกายก็ให้พอเหมาะพอสม ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ทุกเดือน (ก็เราไม่ได้มีอาชีพนางแบบหรือดารานี่นา) , การสมัครฟิตเนส ถ้ามีรายได้พอจะสมัครก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าอยู่ลำบากอยู่แล้ว อาจเลือกไปออกกำลังกายที่สวนสาธารณะแทน สุขภาพดี ไม่สิ้นเปลือง อากาศบริสุทธิ์กว่า , มีแผนการจ่ายเงินแต่ละเดือนล่วงหน้า และซื้อในคราวเดียว ถ้าอยู่นอกแผน และยังไม่จำเป็น ก็ควรชั่งใจไว้สักหน่อย , เป็นต้น

 

ดังนั้น สมการการออมสากลที่อัพเดตในปัจจุบันนี้ คือ  รายรับ – เงินออม = รายจ่าย

·     หมายความว่า ต้องประเมินดูว่าจริงๆแล้วเราควรมีเงินเก็บเดือนละเท่าไร และเมื่อเงินเดือนออกปุ๊บ ก็รีบหักเงินออมไปเข้าธนาคารก่อนเลย แล้วจึงนำเงินที่เหลือมาบริหารเป็นค่าใช้จ่ายแทน ทำใจแข็งสักหน่อย พยายามไม่ไปดึงเงินออมมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำแต่ละเดือน แต่ให้ถือเสมือนว่าไม่มีเงินส่วนนั้น ที่สำคัญ บัญชีเงินออมไม่ควรทำบัตรเอทีเอ็ม เพราะจะทำให้คุณตัดใจในการถอนมาใช้ได้ยาก  (ถอนง่ายและเร็ว)

·     ช่วงแรกก็อาจจะฝืนๆสักหน่อยซึ่งเป็นเรื่องปกติของทุกคนที่เริ่มต้น   แต่ต้องแข็งใจและมีวินัยบังคับตนเองให้ออมให้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 ปี ก็จะกลายเป็นนิสัยของเราไปเลย  …ลองดูสิคะ!

·     วิธีการออมที่ข้าพเจ้ามักจะแนะนำเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ต้องการเริ่มต้นนิสัยเก็บออม และได้ผลยิ่งนัก  ก็คือ  ข้าพเจ้าจะแนะนำให้ไปเปิดบัญชีฝากประจำ 24 งวด (ลองศึกษาดูดอกเบี้ยแต่ละธนาคารในแต่ละช่วงเวลาว่าที่ไหนให้ดอกเบี้ยที่น่าสนใจ)  บัญชีนี้เป็นบัญชีที่จะช่วยบังคับให้ท่านต้องนำเงินเข้าเท่ากันทุกเดือนติดต่อกันห้ามขาดเป็นเวลา 24 งวด เพื่อจะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์และเงินฝากประจำประเภทอื่นแน่ๆ อีกทั้งยังไม่ถูกหักภาษีดอกเบี้ยอีกด้วย เรียกว่า “ได้ดอกเบี้ยเต็มเม็ดเต็มหน่วย”  แต่เงื่อนไขมีอยู่ว่า  ต้องนำเข้าให้ครบตรงเวลาทุกเดือนตลอด 24 เดือน  หากท่านผิดเงื่อนไข ท่านจะไม่ได้ดอกเบี้ยตามสัญญา   …วิธีนี้จะช่วยให้ท่านบังคับใจของท่านได้ง่ายหน่อย ..เนื่องจากท่านไม่มีสิทธิใจอ่อน เพราะธนาคารไม่ใจอ่อนกับท่านแน่ค่ะ

·     เมื่อท่านผ่านวิธีข้างต้นที่แนะนำได้แล้ว ท่านมีแนวโน้มที่จะมีนิสัยในการเก็บออมเป็นตัวท่านเอง แล้วท่านจะพบว่าจริงๆแล้วท่านก็สามารถมีเงินออมได้เช่นกัน และจากนั้น ท่านก็นำเงินต้น+ดอกเบี้ยทั้งหมดที่ได้รับเมื่อครบสัญญา ไปต่อยอดออมให้สูงขึ้นได้ต่อไปด้วยวิธีต่างๆ เช่น ซื้อกองทุนเปิดที่มีความเสี่ยงต่ำ (ดอกเบี้ยจะดีกว่าออมทรัพย์) , ซื้อกองทุนพันธบัตรแบบมีระยะเวลา+ดอกเบี้ยดี , ฯลฯ  ซึ่งสามารถศึกษาจากผู้รู้ได้เพิ่มเติมในภายหลัง

·     ทีนี้ เมื่อมีเหตุจำเป็นด้านการเงินเข้ามา ท่านก็มีเงินส่วนหนึ่งที่สำรองไว้แล้ว แต่เราต้องสมดุล เรามีเงินอยู่ในมือเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้มันอยู่ในใจของเรา ขณะเดียวกัน เราก็ต้องทำส่วนของเราให้ดีที่สุดในการวางแผนการเงินและเก็บออมเผื่อฉุกเฉินด้วย

·      แน่นอนค่ะ ไม่มีสูตรตายตัวสำหรับทุกคน  ท่านอาจประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมนะคะ

·     เริ่มต้นวันนี้เถอะค่ะ …อย่าผลัดวันประกันพรุ่งต่อไป ก่อนที่ท่านอายุมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจไม่ทันการณ์และมาคิดเสียดายโอกาสวันนี้ที่ท่านมีเลยนะคะ

Entry Filed under: บทความน่ารู้. Tags: , , .

2 Comments Add your own

  • 1. poj  |  February 8, 2009 at 12:17 pm

    จากรายรับจึงวางแผนเงินเก็บได้ครับถ้าไม่พอใช้กอตัวใครตัวมันไม่ล้าสมัยครับ ในแต่ละเดือนตั้งตั้งงบค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นแล้วหัก

  • 2. นพ  |  March 10, 2009 at 5:29 pm

    ขอบคุณครับ บทความดีมากๆ และเป็นแนวทางเดียวกับที่ผมทำอยู่เลยครับ

    ขออนุญาต copy ไปไว้ใน webboad Saving First Club ของผมนะครับ

Leave a Comment

Required

Required, hidden

Some HTML allowed:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


 

November 2008
M T W T F S S
« Oct    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

RSS Kasetsart University

RSS Hot News

Blogroll

Categories

Feeds