ไข้หวัดใหญ่ต่างกับไข้หวัดอย่างไร

November 18, 2008

อากาศเริ่มเปลี่ยนแล้ว ช่วงนี้เป็นปลายฝนต้นหนาว บางพื้นที่ก็เริ่มเย็นๆแล้วก็หาเสื้อผ้าใส่ให้อบอุ่นจะดีนะครับ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กๆ ไม่งั้นอาจเป้นปอดบวมได้ และไข้หวัด หรือถ้าอาการหนักอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายควรหาวิธีป้องกันกันก่อนนะครับ

ไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดต่างกันอย่างไรไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ เชื้ออาจจะลามเข้าปอดทำให้เกิดปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมาก จะพบมากทุกอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน ลดการหยุดงานหรือหยุดเรียน

 

สำหรับไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้ไม่สูงมาก

ในปี คศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนคือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน

เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย

ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001 ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท

เชื้อที่เป็นสาเหตุ

การติดต่อ

เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่

- ติดต่อโดยการไอหรือจาม เชื้อจะเข้าทางเยื่อบุตาและปาก

- สัมผัสเสมหะของผู้ป่วยทางแก้วน้ำ ผ้า จูบ

- สัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

อาการของโรค

- ระยะฟักตัวประมาณ1-4 วันเฉลี่ย 2 วัน

- ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน

- เบื่ออาหาร คลื่นไส้

- ปวดศรีษะอย่างรุนแรง

- ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา

- ไข้สูง 39-40 องศา

- เจ็บคอคอแดง มีน้ำมูกไหล

- ไอแห้งๆ ตาแดง

- อาการไข้ คลื่นไส้อาเจียนจะหายใน 2 วัน แต่อาการน้ำมูกไหลคัดจมูก – อาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์

สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว

อาจจะพบว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ่มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ อาจจะมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศรีษะ ซึมลง หมดสติ ระบบหายใจอาจจะมีอาการของโรคปอดบวม จะหอบหายใจเหนื่อยจนถึงหายใจวาย

โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีบางรายซึ่งอาจจะมีอาการปวดข้อและไอได้ถึง 2 สัปดาห์

ระยะติดต่อ

ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น

ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ

ห้าวันหลังจากมีอาการ ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่จะอาศัยระบาดวิทยาโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาด และอาการของผู้ป่วย การวินิจฉัยที่แน่นอนต้องทำการตรวจดังนี้

นำเอาเสมหะจากจมูกหรือคอไปเพาะเชื้อไวรัส

เจาะเลือดผู้ป่วยหาภูมิ 2 ครั้งโดยครั้งที่สองห่างจากครั้งแรก 14 วัน

การตรวจหา Antigen

การตรวจโดยวิธี PCR,Imunofluorescent

โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

ผู้ป่วยอาจจะมีอาการกำเริบของโรคที่เป็นอยู่ เช่นหัวใจวาย หรือหายใจวาย

มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ เช่น ปอดบวม ฝีในปอด

เชื้ออาจจะทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

การรักษา

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่จะหายเอง หากมีอาการไม่มากอาจจะดูแลเองที่บ้าน วิธีการดูแลมีดังนี้

- ให้นอนพักไม่ควรจะออกกำลังกาย

- ให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือดื่มน้ำผลไม้ ไม่ควรดื่มน้ำเปล่ามากเกินไปเพราะอาจจะขาดเกลือแร่

-รักษาตามอาการ หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุมน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลงให้รับ -ประทาน paracetamol ไม่แนะนำให้ aspirinในคนที่อายุน้อยกว่า 20 ปีเพราะอาจจะทำให้เกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า Reye syndrome

ถ้าไอมากก็รับประทานยาแก้ไอ แต่ในเด็กเล็กไม่ควรซื้อยารับประทาน

สำหรับผู้ที่เจ็บคออาจจะใช้น้ำ 1 แก้วผสมเกลือ 1 ช้อนกรวกคอ

อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆเพราะอาจจะทำให้เชื้อลุกลาม

ในช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์สาธรณะ ลูกบิดประตู

เวลาไอหรือจามต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก

ช่วงที่มีการระบาดให้หลีกเลี่ยงสถามที่สาธารณะ

ผู้ป่วยควรจะพบแพทย์เมื่อไร

แม้ว่าไข้หวัดใหญ่จะหายได้เอง แต่ผู้ป่วยบางรายมีโรคแทรกซ้อน ดังนั้นหากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์

ผู้ป่วยเด็กควรปรึกษาแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้

ไข้สูงและเป็นมานาน

ให้ยาลดไข้แล้วไข้ยังเกิน 38.5องศา

หายใจหอบหรือหายใจลำบาก

มีอาการมากกว่า 7 วัน

ผิวสีม่วง

เด็กดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่พอ

เด็กซึม หรือไม่เล่น

เด็กไข้ลด แต่อาการไม่ดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นไข้หวัดใหญ่หากมีอาการดังต่อไปนี้ให้พบแพทย์

ไข้สูงและเป็นมานาน

หายใจลำบาก หรือหายใจหอบ

เจ็บหรือแน่นหน้าอก

หน้ามืดเป็นลม

สับสน

อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได

กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มที่เสี่งต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ควรจะพบแพทย์เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่

ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคตับ โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด

คนท้อง

คนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

ผู้ป่วยโรคเอดส์

ผู้ที่พักในสถาพเลี้ยงคนชรา

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการเหล่านี้ควรจะรักษาในโรงพยาบาล

มีอาการขาดน้ำไม่สามารถดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอ

เสมหะมีเลือดปน

หายใจลำบาก หายใจหอบ

ริมฝีปากเปลี่ยนเป็นสีม่วงเขียว

ไข้สูงมากเพ้อ

มีอาการไข้และไอหลังจากไข้หวัดหายแล้ว

การรักษาในโรงพยาบาล

แพทย์จะให้น้ำเกลือสำหรับผู้ที่ดื่มน้ำไม่พอ

ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจะได้รับยา Amantadine หรือ rimantidine เพื่อให้หายเร็วและลดความรุนแรงของโรค ควรจะให้ใน 48 ชมหลังจากมีไข้ และให้ต่อ 5-7 วัน ยานี่ไม่ได้ลดโรคแทรกซ้อน

ให้ยาลดน้ำมูกหากมีน้ำมูก

ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนไม่ควรให้ยาปฎิชีวนะ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการจะหายใน 2-3 วันไข้จะหายใน 7 วันอาการอ่อนเพลียอาจจะอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์

การป้องกัน

ล้างมือบ่อยๆ

อย่าเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา

อย่าใช้ของส่วนตัว เช่นผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ร่วมกับผู้อื่น

หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ให้พักที่บ้านเมื่อเวลาป่วย

เวลาไอจามใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก

การฉีดวัคซีน

การป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน ซึ่งทำจากเชื้อที่ตายแล้วโดยฉีดทีแขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิจึงขึ้นสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ แต่การฉีดจะต้องเลือกผู้ป่วยดังต่อไปนี้

ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัวเช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ

ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยโรคเอดส์

หญิงตั้งครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่

ผู้ที่อาศัยในสถานเลี้ยงคนชรา

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง

นักเรียนที่อยู่รวมกัน

ผู้ที่จะไปเที่ยวยังที่ระบาดของไข้หวัดใหญ่

ผู้ที่ต้องการลดการติดเชื้อ

การใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่เพื่อรักษา

Amantadine and Ramantadine เป็นยาที่ใช้ในการป้องกันและรักษาไวรัสไๆข้หวัดใหญ่ชนิด A ไม่ครอบคลุมชนิด B

Zanamivir Oseltamivir เป็นยาที่รักษาได้ทั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A,B

การให้ยาภายใน 2 วันหลังเกิดอาการจะลดระยะเวลาเป็นโรค

จะใช้ยารักษาไข้หวัดกับคนกลุ่มใด

เราจะใช้ยากับคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน และอยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคกลุ่มที่ควรจะได้รับยารักษาได้แก่

คนที่อายุมากกว่า 65 ปี

เด็กอายุ 6-23 เดือน

คนท้อง

คนที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ

การให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่

ยาที่ ่ได้รับการรับรองว่าใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้แก่ Amantadine Ramantadine Oseltamivir วิธีการป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน แต่ก็มีบางกรณีที่จำเป็นต้องให้ยาเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนไม่ทัน ทำให้ต้องได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค

ผู้ที่ดูดแลกลุ่มเสี่ยงและไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ควรจะได้รับยาในช่วงที่มีการระบาดของโรค

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่นโรคเอดส์

กลุ่มคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนและไม่อยากเป็น

เป็นไงบ้างครับกับความรู้เรื่องไข้หวัดใหญ่ อ่านแล้วก็ควรปฎิบัติตัวให้พ้นจากโรคภัยทั้งหลายนะครับ ดังคำที่ว่า “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ” ขอให้ใส่ใจสุขภาพกันนะครับ…

Entry Filed under: บทความน่ารู้. Tags: , .

Leave a Comment

Required

Required, hidden

Some HTML allowed:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


 

November 2008
M T W T F S S
« Oct    
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930

RSS Kasetsart University

RSS Hot News

Blogroll

Categories

Feeds